วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจ



ความหมายของอำนาจ

           อำนาจ หมายถึง ความสามารถของบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่ทำให้บุคคลอื่นหรือกลุ่มอื่นเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติหรือวิถีชีวิตได้ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ พลังหรือความสามารถที่มีอิทธิพลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคตินั่นเอง (อรุณ รักธรรม, 2539, หน้า 29)

           อำนาจ หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งสามารถที่จะทำให้บุคคลอีกบุคคลหนึ่งทำบางสิ่งบางอย่างตามที่ตนเองต้องการ ทั้งนี้ เพื่อให้เป้าหมายที่ตั้งไว้บรรลุผล (จุมพล หนิมพานิช,2547, หน้า 75)

          Blevins (อ้างถึงใน ติน ปรัชญพฤทธิ์, 2544, หน้า 312) ให้ความหมายของอำนาจว่าหมายถึง ความสามารถของบุคคลในการหันเหความคิดเห็นของบุคคล องค์การ หรือสถานการณ์ของบุคคลอื่นให้เบี่ยงเบนไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง

          Kanter (1977, p. 166) ให้ความหมายของอำนาจว่า หมายถึง ความสามารถในการระดมทรัพยากรและใช้ทรัพยากรนั้นตามที่ต้องการหรือปรารถนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

          Pfeffer (1981, p. 2) กล่าวว่า อำนาจ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการเอาชนะเหนืออุปสรรคเพื่อบรรลุถึงวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่ปรารถนาดังนั้น อำนาจ หมายถึง ความสามารถในการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งสามารถที่จะทำให้อีกบุคคลหนึ่งกระทำตามสิ่งที่ตนปรารถนาได้ แม้ว่าบุคคลนั้น จะไม่มีความปรารถนาที่จะกระทำตามก็ตาม

คุณลักษณะของอำนาจ

           ความเข้าใจถึงคุณลักษณะที่สำคัญของอำนาจ จะช่วยทำให้สามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อำนาจ” ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่ง จุมพล หนิมพานิช (2547, หน้า 95-97)กล่าวว่า คุณลักษณะของอำนาจประกอบด้วยลักษณะสำคัญ ๆ ดังนี้

          1. มีความสัมพันธ์ (relation) หมายถึง อำนาจของบุคคลหนึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลมีความสัมพันธ์กันทางสังคม
          2. มีลักษณะของการพึ่งพา (dependence) หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งมีอำนาจเหนือบุคคลหนึ่ง เนื่องมาจากการที่บุคคลหนึ่งต้องพึ่งพาอีกบุคคลหนึ่งนั่นเอง
          3. มีลักษณะของความน่าจะเป็น (probability) หมายถึง ความเป็นไปได้หรือความน่าจะเป็นที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะปฏิบัติตามผู้ที่ใช้อำนาจ
          4. มีการขยายเขตอำนาจ (power expansion) หมายถึง อำนาจนั้นสามารถเพิ่มหรือขยายได้ เพราะยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งมีแนวทางที่จะเลือกปฏิบัติได้มากขึ้น
          5. มีระดับหรือขั้นของอำนาจ (degree) ซึ่งสามารถรับรู้ได้โดยบุคคลอื่น
          6. มีการแลกเปลี่ยนหรือมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน
          7. มีความเฉพาะเจาะจง (specificity) คือ อำนาจมักเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

           เมื่อคนเราได้รับอำนาจและมีการใช้อำนาจนั้น มักจะมองตนเองในทางที่ดีในขณะเดียวกัน จะมองผู้ใต้บังคับบัญชาในเชิงลบ และอาจทำให้ผู้บังคับบัญชามีการตรวจสอบและควบคุมลูกน้องมากขึ้น ลดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และมีความห่างเหินหรือแปลกแยกทางสังคมเพิ่มขึ้น (Mitchell, Hopper, Daniels, Falvy, & Ferris, 1998,p. 500) ทำเพื่อประโยชน์และสร้างโอกาสให้กับตนเอง จนในบางครั้งอาจทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายได้(Mitchell et al., 1998, p. 513)ประเภทของอำนาจ

           อำนาจมีความสำคัญต่อองค์การและผู้บริหาร เพราะการกระทำหรือการดำเนินการใด ๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์การนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับอำนาจเป็นสำคัญ(จุมพล หนิมพานิช, 2547, หน้า 91) แต่อำนาจที่จำเป็นดังกล่าวนั้น จะมีปริมาณเท่าใด23ขึ้นอยู่กับภารกิจหรืองาน ที่ผู้รับผิดชอบจะดำเนินการให้สำเร็จ รวมถึงความชำนาญและทักษะในการใช้อำนาจของผู้นำ ถ้าผู้นำที่มีทักษะและความชำนาญสูง อาจไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจมาก ส่วนผู้นำหรือผู้บริหารที่มีทักษะหรือความชำนาญน้อย ความต้องการเรื่องอำนาจ อาจเป็นเรื่องที่จำเป็น ดังนั้น ผู้นำขององค์การควรรู้และเข้าใจในเรื่องของอำนาจตลอดจนต้องเข้าใจคุณลักษณะและแหล่งที่มาของอำนาจด้วย

           Gallagher (1991, p. 28) จำแนกอำนาจออกเป็น 2 ประเภท คือ อำนาจส่วนบุคคล(personal power) และอำนาจทางอาชีพ (professional power) โดยอำนาจส่วนบุคคลเป็นอำนาจที่บุคคลนำเข้ามาสู่ในตำแหน่ง ส่วนอำนาจทางอาชีพเป็นสิ่งที่บุคคลได้รับมาจากการดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง และเมื่อบุคคลมีอำนาจที่เพิ่มขึ้น หมายความว่า ความรับผิดชอบของบุคคลก็จะสูงขึ้นด้วย ฉะนั้น การใช้อำนาจจึงเกี่ยวพันกับความรับผิดชอบ(responsibility) หากบุคคลมีความรู้สึกมั่นใจในความเป็นอิสระของตนเองและความสามารถของตนเองในการกำหนดทางเลือกที่มีประสิทธิผล บุคคลนั้นก็จะมีการใช้อำนาจอย่างมีความรับผิดชอบ ส่วนคนที่มักใช้อำนาจในทางที่ผิด จะมีความรู้สึกไม่มั่นคงเกี่ยวกับความสำคัญของตนเอง ดังนั้น จึงยังคงใช้อำนาจแบบเดิม ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตนเองเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์

           French and Raven (2001, pp. 321-326) กล่าวไว้ว่า อำนาจแบ่งออกเป็น 5 ประเภทคือ (1) อำนาจการให้รางวัล (reward power) ซึ่งหมายถึง ความสามารถของผู้นำในการให้รางวัลที่มีคุณค่าแก่บุคคลอื่น เช่น การขึ้นเงินเดือน เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การยกย่องการฝึกอบรมพิเศษ และการมอบหมายงานที่ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการ หากผู้บริหารมีการควบคุมการให้รางวัลมาก อำนาจการให้รางวัลของผู้บริหารก็จะยิ่งสูงขึ้น ในทางกลับกันหากผู้ใต้บังคับบัญชารับรู้ว่า ผู้บริหารควบคุมการให้รางวัลได้น้อย ผู้บริหารก็จะมีอำนาจการให้รางวัลน้อย (2) อำนาจการบังคับ (coercive power) เป็นความสามารถของผู้นำที่จะ ตำหนิ ลดตำแหน่ง ไม่ขึ้นเงินเดือน หรือใช้วิธีอย่างอื่นในการลงโทษบุคคล (3) อำนาจตามกฎหมาย (legitimate power) คือ อำนาจหน้าที่ที่เป็นสิทธิตามตำแหน่งขององค์การดังนั้น ผู้บริหารสามารถสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างชอบธรรม (4) อำนาจการอ้างอิง(referent power) คือ ความสามารถของผู้นำที่จะสามารถปลุกเร้าความเคารพ ความชื่นชมและความจงรักภักดี มักเกิดขึ้นจากคุณสมบัติของบุคคลโดยตรง และ (5) อำนาจจากความเชี่ยวชาญ (expert power) คือ ทักษะ ความรู้และประสบการณ์ส่วนบุคคลของผู้นำอำนาจนี้จะเกี่ยวพันกับความสามารถของบุคคลที่จะเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลบุคคล ณ ทุกระดับขององค์การ ผู้บริหารจะมีอำนาจความเชี่ยวชาญมากขึ้น เมื่อพนักงานยอมรับความสามารถและความเชี่ยวชาญของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 2004 Raven ได้ร่วมกับนักวิชาการท่านอื่นคือ Pierro และ Kruglanski เพิ่มประเภทของอำนาจขึ้นมาอีกหนึ่งประเภท คืออำนาจทางข้อมูล (informational power) คือ ความสามารถของผู้นำที่จะเข้าหาข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานและแผนงานของหน่วยงานหรือองค์การ สมาชิกขององค์การและสภาพแวดล้อมภายนอก เมื่อผู้บริหารมีตำแหน่งงานสูงขึ้น สามารถจะหาข้อมูลสำคัญได้มากขึ้น (สมยศ นาวีการ, 2546, หน้า 244)
จุมพล หนิมพานิช (2547, หน้า 97-102) กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วอำนาจทางการเมืองจะมาจากอำนาจประเภทต่าง ๆ ดังนี้

            1. อำนาจหน้าที่ (authority) หรืออำนาจตามกฎหมาย (legitimate power) เป็นอำนาจที่เกิดจากกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ กฎหมาย สถาบัน ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมหรือวัฒนธรรม เป็นอำนาจที่บุคคลส่วนใหญ่ยอมรับ เป็นอำนาจที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเป็นสำคัญ แต่การที่ผู้บริหารจะได้มาซึ่งอำนาจตามตำแหน่งได้นั้น ผู้บริหารควรดำเนินการดังนี้ (1) เพิ่มบทบาทในงานที่รับผิดชอบตรงส่วนกลางให้มากขึ้น คือ ต้องให้ความสำคัญกับบทบาทส่วนกลางตามการไหลของงาน (workflow) และต้องมีโอกาสในการกลั่นกรองข้อมูล (2) เพิ่มการพินิจพิจารณาหรือการไตร่ตรองส่วนตัว พยายามขยายงานให้มีลักษณะหลากหลาย (3) สร้างงานที่มีความยุ่งยากโดยการทำให้การบรรยายลักษณะงานมีความคลุมเครือ (ambiguous) (4) เพิ่มวิสัยทัศน์ในงานที่รับผิดชอบโดยการติดต่อกับบุคลากรที่มีอาวุโสให้มากขึ้น มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และเผยแพร่ความสำเร็จภายในองค์การเพื่อแสวงหาการยอมรับและ (5) เพิ่มความเกี่ยวข้องระหว่างงานอื่นกับงานที่ตนรับผิดชอบ

            2. อำนาจบังคับ (coercive power) เป็นอำนาจที่เกิดจากกำลัง ไม่ว่าจะเป็นกำลังกายกำลังอาวุธ หรือกำลังทางใจ เป็นการใช้กำลังบีบคั้นให้ผู้อื่นยอมตามหรือหวาดกลัวอย่างไรก็ตาม อำนาจประเภทนี้จะพบน้อยมากในองค์การ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย เป็นอำนาจที่พึงประสงค์น้อยที่สุด

            3. อำนาจในการให้รางวัลหรือลงโทษ (reward and punishment power) ต้นกำเนิดของอำนาจประเภทนี้มาจากทรัพยากร สิทธิพิเศษ เงิน ความสะดวกสบาย ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนั้น สามารถให้ประโยชน์หรือความดีความชอบแก่บุคคลอื่นได้ อำนาจประเภทนี้ถือว่าเป็นแหล่งอำนาจที่มีประสิทธิผลมากที่สุด เนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องยินดี ที่จะปฏิบัติตามมากที่สุด

            4. อำนาจอ้างอิง (referent power) หมายถึง อำนาจที่ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะส่วนบุคคล เช่น การเป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูด มีลักษณะพิเศษ (charisma) เป็นที่รู้จักชอบพอของคนอื่นในองค์การ เป็นต้น

            5. อำนาจในฐานะผู้เชี่ยวชาญ (expert power) เป็นความสามารถที่เกิดจากความรู้คุณวุฒิ และความเชี่ยวชาญ เป็นอำนาจที่เกิดจากการเรียนรู้ การศึกษา การอบรมและประสบการณ์ในการทำงาน จากการพิจารณาการจำแนกประเภทของอำนาจตามความคิดเห็นของนักวิชาการแต่ละท่าน พบว่า มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันแต่อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องของการใช้ศัพท์และขอบเขตของการแบ่งแยกประเภท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น